ลองนึกภาพตามเรานะครับ…มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ซื้อไปมันไม่ยอมหมุน มันมีแต่เสียงฮึ่ม ๆ แล้วตัดไป! หรือบางทีหนักกว่านั้นคือ มอเตอร์ไฟฟ้า ร้อนจัด กลิ่นไหม้ขึ้นเลยครับ!
เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้เกิดจาก “มอเตอร์ไฟฟ้ากาก” เสมอไปนะครับ หลายครั้งมันคือ เลือกชนิดไฟไม่ตรงกับหน้างาน หรือ คาดเดาโหลดผิด แล้ว มอเตอร์ไฟฟ้า ต้องทำงานเกินหน้าที่อยู่เงียบ ๆ จนวันหนึ่งมันดังเสียงฮึ่ม ๆ นี่แหละครับ
คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ…มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส กับ 3 เฟส มันต่างกันยังไง? แล้วถ้าเลือกผิด มันพังจริงไหม?” เอาล่ะครับก่อนที่เราจะลงลึก เราขอสรุปให้ก่อนนะครับ เผื่อบางคนกำลังรีบตัดสินใจหน้าเครื่องเลย
ความเข้าใจผิดยอดฮิต มอเตอร์ไฟฟ้า แรงม้าเท่ากัน ก็แทนกันได้สิ?
อันนี้ขอเน้นหน่อยครับ เพราะเป็นกับดักที่ทำให้คนเลือกผิดบ่อยที่สุด หลายคนเห็นว่า
- มอเตอร์ไฟฟ้า 1 HP = 1 แรงม้า
- มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส 1 HP = 1 แรงม้า
แล้วคิดว่าแทนกันได้ 100% แต่ในโลกหน้างาน มันมีเรื่องพวกนี้แอบอยู่ครับ
- แรงบิดตอนเริ่มหมุน ไม่เท่ากัน โหลดหน่วงจะรู้สึกทันที
- การทนกระแสช่วงสตาร์ท ต่างกัน 1 เฟสมีโอกาสฮึ่มมากกว่าเมื่อโหลดหนัก
- สภาพไฟจริง (ไฟตก ปลายสาย) กระทบ 1 เฟสชัดกว่าในหลายเคส
- อุณหภูมิ/การระบายความร้อน ถ้าหน้างานร้อนจัด มอเตอร์ที่ทำงานชิดโหลดจะตายไว
พูดแบบช่าง ๆ คือ “แรงม้าเท่ากัน แต่ชีวิตจริงไม่เท่ากัน” ครับ

มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส กับ 3 เฟส ต่างกันตั้งแต่ไฟที่เลี้ยง
ถ้าจะให้สั้นที่สุดแบบช่าง ๆ เลยนะครับ… มอเตอร์ไฟฟ้า ก็เหมือนคนทำงานคนหนึ่ง จะทำงานได้ก็ต้องมี “อาหาร” ให้กิน ซึ่งอาหารของมอเตอร์คือ “ไฟฟ้า” และไฟฟ้าก็มีหลายแบบ
- มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส (Single Phase) ใช้ไฟบ้านทั่วไปที่เราเจอในบ้านและร้านค้าเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ (ไฟเส้นเดียวหลัก ๆ + สายนิวทรัล)
- มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส (Three Phase) ใช้ไฟโรงงาน/อุตสาหกรรม (มีไฟ 3 เส้นที่สลับเฟสกัน)
ฟังดูเหมือนต่างแค่จำนวนเส้นใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ ผลที่ตามมา “ต่างกันเยอะ” ตั้งแต่แรงบิดตอนเริ่มหมุน ความนิ่ง การกินกระแส ไปจนถึงความทนของระบบ
แล้วทำไมจำนวนเฟสถึงมีผลขนาดนั้น?
ลองนึกถึง “แรงผลัก” ที่ทำให้เพลามอเตอร์หมุนครับ
- ใน ไฟ 1 เฟส รูปคลื่นไฟมันขึ้นลงสลับไปมาแบบเส้นเดียว พูดง่าย ๆ คือแรงแม่เหล็กที่สร้างขึ้นมันไม่ได้ “หมุนต่อเนื่อง” มันมีจังหวะที่เหมือนผลักแล้วแผ่ว แล้วผลักอีกที
- ใน ไฟ 3 เฟส คลื่นไฟ 3 เส้นสลับกันเป็นจังหวะพอดี ทำให้สนามแม่เหล็ก “หมุนต่อเนื่อง” ได้ลื่นกว่า
ผลคือ 3 เฟสให้ความรู้สึกเหมือน “มีคนช่วยหมุนตลอดเวลา” ส่วน 1 เฟสจะเหมือน “ต้องคอยออกแรงเป็นจังหวะ” และนั่นคือรากของความต่างเรื่องแรงบิด ความนิ่ง และความทนครับ
มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส vs 3 เฟส ต่างกันเรื่อง แรงบิดตอนสตาร์ท แบบเห็นผลจริง
คำว่า แรงบิดตอนสตาร์ท นี่สำคัญมากครับ เพราะมันคือ แรงกระชากตอนเริ่มหมุน ว่ามอเตอร์จะพาโหลดออกตัวได้ไหม
- งานเบา เช่น พัดลมดูดอากาศเล็ก ๆ ปั๊มน้ำบ้าน เครื่องมือบางอย่าง — 1 เฟสไหว
- งานหนัก/โหลดหน่วง เช่น ปั๊มน้ำลึก ปั๊มหอยโข่งใหญ่ สายพาน อัดเม็ด บด ยก — 3 เฟสจะได้เปรียบมาก
เราเคยเจอเคสลูกค้าเอา มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟสไปใส่กับปั๊มที่ต้องยกน้ำสูง ตอนแรกหมุนได้บ้างไม่ได้บ้าง พอเจอช่วงน้ำหนืดหรือแรงดันกลับสูง ๆ มอเตอร์เริ่มฮึ่มแล้วตัด สุดท้ายคาปาซิเตอร์บวมก่อน ตามด้วยขดลวดร้อนจัด… จบที่เปลี่ยนใหม่ครับ!
สัญญาณหน้างานว่าโหลดหน่วง
บางทีเราไม่ได้มีเครื่องมือวัดหรู ๆ นะครับ แต่เราดูได้จากพฤติกรรมของเครื่อง
- สตาร์ทแล้วเครื่อง ต้องใช้เวลา กว่าจะรอบนิ่ง
- ช่วงเริ่มหมุนมีเสียงอื้อ/ฮึ่มนาน
- มีอาการเหมือนต้อง “ฝืน” ก่อนจะไป
- พอโหลดมาเต็ม ๆ กระแสพุ่งและตัดง่าย
ถ้าคุณเจอข้อใดข้อหนึ่งบ่อย ๆ ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า “งานนี้ต้องการแรงบิดตอนออกตัวสูง” และ 3 เฟสจะมีแต้มต่อครับ
เรื่องคาปาซิเตอร์ หัวใจของ มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟสที่คนมองข้าม
ถ้าคุณใช้มอเตอร์ 1 เฟส คุณจะได้ยินคำว่า
- Capacitor Start
- Capacitor Run
- หรือบางรุ่นมีทั้ง Start + Run
คาปาซิเตอร์มีหน้าที่ช่วยให้มอเตอร์ออกตัวและหมุนต่อเนื่องได้ดีขึ้น แต่ข้อเสียคือ…
- คาปาซิเตอร์เป็นชิ้นส่วนที่ “เสื่อมได้” ตามอายุ ความร้อน และคุณภาพ
- ถ้าโหลดหนักเกิน มอเตอร์จะดึงกระแสสูงขึ้น คาปาซิเตอร์ทำงานหนักขึ้น และ “ไปก่อนเพื่อน” ได้ง่าย
ดังนั้น ถ้าใช้งานที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีการสตาร์ทบ่อย ๆ มอเตอร์ 1 เฟสจะเหนื่อยกว่าครับ
อาการคาปาซิเตอร์เริ่มมีปัญหา
- มอเตอร์สตาร์ทยากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนติดง่าย
- ต้องช่วยหมุนใบพัด/เพลา (บางงาน) แล้วถึงจะติด
- เครื่องร้อนเร็วผิดปกติ
- เสียงฮึ่มนานกว่าปกติ
ถ้าเจอแบบนี้ อย่าเพิ่งโทษขดลวดก่อนครับ หลายครั้งเปลี่ยนคาปาซิเตอร์จบ แต่ต้องเปลี่ยน “ค่าถูกต้อง” และเป็นของคุณภาพด้วยนะครับ ไม่งั้นวนกลับมาเป็นใหม่ได้

ความนิ่งและความสม่ำเสมอ มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟสทำงานนิ่มกว่า
คนที่ใช้เครื่องจักรในโรงงานจะรู้เลยว่า 3 เฟสให้ความรู้สึกนิ่งจริงครับ โดยเฉพาะงานที่ต้องหมุนต่อเนื่องยาว ๆ เช่น
- สายพานลำเลียง
- เครื่องปั่น/กวน
- ปั๊มที่เดินทั้งวัน
เพราะสนามแม่เหล็กหมุนต่อเนื่อง ทำให้แรงบิดไม่แกว่งมาก งานเลยเนียนกว่า สั่นน้อยกว่า และโดยรวมอุณหภูมิการทำงานก็มักจะ “คุมง่ายกว่า” เมื่อเลือกสเปกถูกต้อง
เราเจอหลายเคสที่ลูกค้าบอก “มันก็หมุนอยู่นะพี่ แต่สั่น ๆ หน่อย” แล้วปล่อยไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแบริ่งหลวม เพลาสึก ข้อต่อพัง หรือฐานยึดคลาย เพราะการสั่นสะสมมันกัดกินอุปกรณ์รอบข้างครับ 3 เฟสที่เดินนิ่งกว่าในหลายงาน ก็เลยช่วยลดปัญหาแบบนี้ได้ทางอ้อมเหมือนกัน
กินไฟต่างกันไหม? ทำไมหลายคนรู้สึกว่า มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส คุ้มกว่า
เราขอตอบแบบไม่ขายฝันนะครับ การเปลี่ยนระบบไฟไม่ได้ทำให้ตัวเลขค่าไฟลดลงฮวบฮาบแบบครึ่งต่อครึ่งเสมอไปครับ แต่… ถ้าเทียบในเนื้องานที่เท่ากัน และการออกแบบระบบที่ถูกต้อง ระบบ 3 เฟส “ได้เปรียบ” เรื่องประสิทธิภาพและลดความสูญเสียในระบบได้ดีกว่าจริงครับ
ทำไมคนหน้างานถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 3 เฟส คุ้มกว่า? คำตอบไม่ได้อยู่ที่บิลค่าไฟอย่างเดียวครับ แต่มันมาจาก 3 ปัจจัยเชิงวิศวกรรมที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าคุณโดยตรง
มอเตอร์ไฟฟ้า กระแสต่ำกว่า = สูญเสียน้อยกว่า
ในกำลังวัตต์ที่เท่ากัน ระบบ 3 เฟสจะใช้กระแสไฟต่อเส้นน้อยกว่าระบบ 1 เฟส
- ผลลัพธ์ เมื่อกระแสต่ำ → สายไฟร้อนน้อยลง → ขั้วต่อไม่ไหม้
- ความคุ้ม พลังงานที่เคยสูญเสียไปกับความร้อนในสายไฟ (I²R Loss) จะลดลง ยิ่งลากสายไกลๆ จะยิ่งเห็นผลชัดเจนครับ
แรงบิด นิ่งและเรียบ กว่า
ลองจินตนาการภาพการปั่นจักรยานครับ
- 1 เฟส: เหมือนคนปั่นจักรยานขาเดียว (ต้องใช้จังหวะถีบ-หยุด-ถีบ) ต้องมี “คาปาซิเตอร์” ช่วยกระตุ้นตอนออกตัว
- 3 เฟส: เหมือนคนปั่นสองขาพร้อมกัน แรงส่งต่อเนื่อง (สนามแม่เหล็กหมุนวนสมบูรณ์)
- ความคุ้ม: มอเตอร์เดินเรียบ สั่นสะเทือนน้อยกว่า ลูกปืนพังยากกว่า และรับโหลดหนักได้ดีกว่าโดยรอบไม่ตก
โครงสร้าง “ทนทาน” กว่า
มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟสมีจุดอ่อนคือคาปาซิเตอร์ และ สวิตช์แรงเหวี่ยง ซึ่งเป็นอะไหล่สิ้นเปลืองที่ชอบเสียบ่อยๆ (คาปาฯ บวม/ระเบิด คือเรื่องปกติของ 1 เฟส)
- ความคุ้ม มอเตอร์ 3 เฟสส่วนใหญ่ไม่มีชิ้นส่วนจุกจิกพวกนี้ครับ โครงสร้างภายในมีแค่ขดลวดกับทุ่น (Rotor) ทำให้ทนทานกว่ามาก “เจ็บตัวน้อยกว่า” ในระยะยาว
แล้วค่าไฟลดลงจริงแค่ไหน?
ต้องพูดให้เคลียร์ครับว่า มันไม่ได้ประหยัดแบบปาฏิหาริย์ แต่จะประหยัดจาก:
- Efficiency ของมอเตอร์ที่ดีขึ้น: มอเตอร์ 3 เฟสเกรดสูง (IE3, IE4) หาซื้อง่ายและทำประสิทธิภาพได้ดีกว่า
- ลด Loss ในสายส่ง: โดยเฉพาะโรงงานที่เดินสายยาวๆ
- Load Factor: การที่มอเตอร์ทำงานนิ่ง ไม่กระชากไฟบ่อยๆ ช่วยให้ค่า Demand Charge (สำหรับโรงงานใหญ่) ไม่พุ่ง
ภาพตัวอย่างหน้างาน:
ถ้าคุณมีเครื่องจักรเดินวันละ 8-10 ชม. กินกระแสสูง สายไฟร้อนจี๋… พอเปลี่ยนเป็น 3 เฟส คุณจะรู้สึกเลยว่า “ระบบมันเดินสบายขึ้น” สายเย็นลง มอเตอร์เสียงเงียบลง นี่แหละครับคือความคุ้มค่าที่จับต้องได้
ใช้ไฟบ้าน 1 เฟส แต่ขับ มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส?
หลายคนอยากได้ความทนทานของมอเตอร์ 3 เฟส แต่ไม่อยากเสียเงินแสนขอขยายเขตไฟ 3 เฟสจากการไฟฟ้า… “อินเวอร์เตอร์ (VFD)” คือคำตอบครับ
สูตรลับ SMEs: ใช้ไฟบ้าน 220V (1 เฟส) –> เข้ากล่อง VFD –> แปลงออกเป็น 220V (3 เฟส) –> ต่อเข้ามอเตอร์ 3 เฟส (แบบ Delta)
- ได้ใช้มอเตอร์ 3 เฟสที่ทนทาน ราคาถูกกว่า
- ปรับความเร็วรอบได้ (Speed Control)
- ออกตัวนุ่มนวล (Soft Start) ไฟไม่กระชาก
- ไม่ต้องเสียเงินขอขยายเขตการไฟฟ้า

Q&A มอเตอร์ไฟฟ้า
Q : ถ้าใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟสแล้วอยากให้แรงขึ้น ทำได้ไหม?
ทำได้บางส่วนครับ เช่น เลือกมอเตอร์คุณภาพดีขึ้น เลือกแบบมีแรงบิดสตาร์ทสูงขึ้น หรือจัดระบบไฟให้ดี (สายไม่เล็กเกิน จุดต่อไม่หลวม) แต่ถ้า “ลักษณะงานมันหนักโดยธรรมชาติ” สุดท้าย 3 เฟสมักเป็นคำตอบที่ตรงกว่า
Q : ทำไมบางที 1 เฟสใช้ได้ แต่พอวันไหนไฟตกถึงเริ่มมีปัญหา?
เพราะตอนสตาร์ทมอเตอร์ต้องการกระแสสูงชั่วขณะ ถ้าไฟตก แรงบิดตอนเริ่มหมุนยิ่งหาย มอเตอร์เลยฮึ่มง่ายขึ้น และร้อนมากขึ้นครับ
Q : คาปาซิเตอร์เปลี่ยน “ค่าใกล้เคียง” ได้ไหม?
หลัก ๆ ไม่ควรเดาแบบสุ่มครับ เพราะค่าคาปาซิเตอร์มีผลกับแรงบิดและกระแส ถ้าใส่ผิดค่า อาการอาจหนักกว่าเดิม หรือทำให้ร้อนขึ้นได้
