คำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยมาก ๆ ครับ…โดยเฉพาะใครที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ หรือชาวคอนโดที่กำลังเจอกับ กลิ่นอับ จนเกิดไอเดียว่า ‘งั้นเปิด พัดลมดูดอากาศ ทิ้งไว้ทั้งคืนเลยดีกว่า ห้องจะได้แห้งๆ’ แต่พอเอาเข้าจริง ความกังวลก็ตามมาเป็นขบวนครับ… กินไฟไหม? มอเตอร์จะพังเร็วหรือเปล่า? แล้วเปิดทิ้งไว้นานๆ จะไฟไหม้ไหม?
ในบทความนี้ เราสรุปมาให้แบบเนื้อๆ เน้นมุมมองการใช้งานจริง ไม่ต้องปีนกระไดฟังครับ อ่านจบคุณจะตัดสินใจได้ทันทีว่าควรเปิดนานแค่ไหน เปิดแช่ได้ไหม และต้องเลือกใช้อย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดครับ
พัดลมดูดอากาศ กินไฟเยอะไหม?
โดยพื้นฐานแล้ว พัดลมดูดอากาศ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟค่อนข้างน้อย เพราะมันทำหน้าที่แค่ให้มอเตอร์หมุนใบพัดเพื่อพาอากาศออกไม่ได้ผลิตความร้อน ไม่ได้ทำความเย็น และไม่ได้ใช้กำลังอัดสูงแบบปั๊มหรือคอมเพรสเซอร์ แต่คำว่า “กินไฟน้อยแค่ไหน” ของแต่ละบ้านอาจไม่เท่ากันครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักๆ
- กำลังไฟ (วัตต์ W) ของพัดลมที่คุณใช้
- เวลาที่เปิดใช้งานจริง (เปิดนานแค่ไหนต่อวัน)
- สภาพการติดตั้ง (ท่อยาว/โค้งเยอะ ทำให้ระบายยากขึ้น หรือจำเป็นต้องเปิดนานกว่าเดิมถึงจะได้ผล)
ถ้าอยากประเมินแบบเร็ว ๆ ให้จำสูตรนี้ไว้ครับ
ค่าไฟโดยประมาณ = (วัตต์ ÷ 1000) × ชั่วโมงใช้งาน × ค่าไฟต่อหน่วย (บาท/kWh)
ไม่ต้องกลัวคำนวณครับ เดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพต่อเลย
ตัวอย่างคำนวณแบบคนทั่วไป เปิดทั้งคืน 8 ชั่วโมง จะเสียค่าไฟเพิ่มเท่าไหร่?
สมมุติบ้านคุณใช้ พัดลมดูดอากาศ ขนาดที่พบได้บ่อย เช่น 6–8 นิ้ว หรือแบบติดเพดานในห้องน้ำ โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณ 15W–40W (ถ้าเป็นรุ่นมอเตอร์ประหยัดไฟ/เงียบ ๆ บางตัวอาจอยู่แถว 10–20W แต่ถ้าเป็นรุ่นแรงดูดสูง ต่อท่อยาว มีโค้งเยอะ หรือเป็นพัดลมสำหรับครัวที่ต้องสู้แรงต้านมากขึ้น ก็มักขยับไปช่วง 30–60W ได้)
เพื่อให้คุณกะได้ไว ๆ เราขอแปะเกณฑ์คร่าว ๆ แบบคนเลือกซื้อหน้าร้านนะครับ รุ่นเล็ก ๆ สำหรับห้องน้ำทั่วไปมักอยู่หลัก 10–25W, รุ่นมาตรฐานที่แรงดูดกำลังดีอยู่แถว 20–40W, ส่วนรุ่นที่เน้นแรงดูดมากขึ้น/ต่อท่อไกล/ใช้งานหนักจะเริ่มแตะ 40–60W และบางรุ่นเฉพาะทางอาจสูงกว่านี้อีก

กรณีที่ 1 พัดลมดูดอากาศ 20W เปิด 8 ชั่วโมง
- 20W = 0.02 kW
- 0.02 × 8 = 0.16 kWh
ถ้าค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 4 บาท/หน่วย (คำนวณแบบกลม ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย)
- 0.16 × 4 = ประมาณ 0.64 บาทต่อคืน
กรณีที่ 2 พัดลมดูดอากาศ 40W เปิด 8 ชั่วโมง
- 40W = 0.04 kW
- 0.04 × 8 = 0.32 kWh
- 0.32 × 4 = ประมาณ 1.28 บาทต่อคืน
ถ้าเปิดทุกคืนทั้งเดือนล่ะ?
- 0.64 บาท/คืน × 30 = ประมาณ 19 บาท/เดือน (กรณี 20W)
- 1.28 บาท/คืน × 30 = ประมาณ 38 บาท/เดือน (กรณี 40W)
เห็นภาพไหมครับ? ต่อให้เปิดทั้งคืน ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมักจะ “ไม่ถึงหลักร้อย” ถ้าเป็น พัดลมดูดอากาศบ้านทั่วไป แต่…เราขอหยุดตรงนี้นิดนึง เพราะหลายบ้านเจอค่าไฟพุ่งแล้ว “โทษพัดลมดูดอากาศ” ทั้งที่จริง ๆ สาเหตุเป็นอย่างอื่น เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น, แอร์, ตู้เย็น, หรือปั๊มน้ำอัตโนมัติที่ตัด-ต่อถี่ ดังนั้น ถ้าคุณเห็นค่าไฟพุ่งแรงผิดปกติ อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเพราะพัดลมดูดอากาศอย่างเดียวครับ

เปิด พัดลมดูดอากาศ ทั้งคืนได้หรือเปล่า? ได้…แต่มีเงื่อนไข
คำว่าได้ในที่นี้เราหมายถึง ในเชิงมอเตอร์ และการใช้งานทั่วไป พัดลมดูดอากาศส่วนใหญ่สามารถเปิดต่อเนื่องได้ เพราะมันถูกออกแบบให้ระบายอากาศในพื้นที่ปิด และหลายรุ่นก็ถูกออกแบบให้ทำงานนาน ๆ เช่น ห้องน้ำในอาคารสำนักงาน ห้องครัว ร้านอาหาร ห้องเก็บของ หรือพื้นที่ที่ต้องการอากาศถ่ายเทตลอด แต่การเปิดทั้งคืน “ควร” หรือ “ไม่ควร” จะขึ้นกับเงื่อนไขต่อไปนี้ครับ
มีความจำเป็นจริงไหม?
- ถ้าห้องน้ำ ชื้นจัด อับจัด (เช่น ไม่มีหน้าต่าง/ไม่มีช่องลมธรรมชาติ), มีผู้ใช้หลายคนต่อเนื่อง หรือเป็นห้องน้ำที่แห้งช้ามาก อันนี้ มีเหตุผล ที่จะเปิดนานขึ้น เพราะเป้าหมายคือ “ไล่ความชื้นออกก่อนที่มันจะเกาะผนัง/ฝ้าและกลายเป็นคราบรา”
- ถ้าห้องน้ำชื้นแค่ระดับทั่วไป (อาบเสร็จแล้วกระจกเริ่มแห้งในเวลาไม่นาน) ส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งคืน เปิดต่ออีก 15–30 นาทีหลังอาบน้ำ ก็เอาอยู่แล้ว
- ถ้าเป็นบ้านที่มีคนอาบน้ำติด ๆ กันหลายคน (เช่น 3–5 คนช่วงเช้าหรือช่วงค่ำ) ให้คิดแบบนี้ครับ พัดลมไม่ได้ต้อง “เปิดยาวที่สุด” แต่ต้อง “เปิดให้ครอบช่วงที่มีไอน้ำจริง” คุณอาจขยับเป็น 45–60 นาที หลังคนสุดท้ายอาบน้ำจบ จะเห็นผลชัดกว่าการเปิดแบบเดา ๆ
เพื่อให้ตัดสินใจง่าย ผมขอสรุปเป็นแนวทางคร่าว ๆ (เอาไว้ตั้งค่า Timer ได้เลย):
- ชื้นน้อย 10–20 นาทีหลังอาบน้ำ
- ชื้นปานกลาง 20–40 นาทีหลังอาบน้ำ
- ชื้นมาก/ไม่มีหน้าต่าง/ห้องปิดสนิท 45–90 นาทีหลังอาบน้ำ หรือเปิดยาวขึ้นช่วงกลางคืนเป็นบางวัน
- เปิดทั้งคืน เหมาะกับเคสที่ “ชื้นมากจริง ๆ” หรือมีปัญหากลิ่นอับเรื้อรังที่กำลังแก้ไขอยู่ แต่ต้องมั่นใจว่าไม่มีลมย้อน/กลิ่นย้อน (เดี๋ยวข้อถัดไปจะพูด)
สัญญาณง่าย ๆ ว่าคุณอาจต้องเปิดนานขึ้น ไม่ใช่แค่ 15–30 นาที
- เช้ามายังรู้สึกอับ ทั้งที่ไม่ได้ใช้งานตอนกลางคืน
- ผ้าเช็ดตัว/พรมเช็ดเท้าไม่ค่อยแห้งและเริ่มมีกลิ่น
- คราบราดำเริ่มขึ้นที่มุมฝ้า/ซิลิโคน/ร่องยาแนว
บ้านคุณมีปัญหา “กลิ่นย้อน/ลมย้อน” ไหม?
การเปิดทั้งคืนอาจไม่ได้ช่วย ถ้าระบบท่อหรือช่องระบายมีลมย้อน จากภายนอกเข้ามา หรือมีท่อรวมของคอนโดที่เกิดแรงดันย้อน ทำให้ แทนที่จะดูดออก กลับดันกลิ่นเข้าห้อง ถ้าคุณเคยเจออาการแบบนี้
- ปิดพัดลมแล้วกลิ่นย้อนมา
- กลิ่นจากห้องอื่น/ท่อรวมเข้ามา
- เปิดพัดลมแล้วเหมือนลมพัดเข้ามาแทน
อันนี้ “เปิดทั้งคืน” อาจไม่ใช่คำตอบ ต้องแก้เรื่อง วาล์วกันย้อน (Backdraft Damper) หรือระบบท่อก่อนครับ
พัดลมดูดอากาศ บางรุ่นเน้นราคาถูก วัสดุและลูกปืนไม่ทนชื้น เปิดยาว ๆ แล้วเสียงเริ่มดังเร็ว หรือเริ่มสั่น ประสบการณ์ส่วนตัวของผมคือ บ้านที่ใช้พัดลมราคาประหยัดในห้องน้ำที่ชื้นจัดมาก ๆ ถ้าเปิดยาวทุกวัน ประมาณ 1–2 ปีเริ่มดัง แต่ถ้าเป็นรุ่นที่โครงสร้างดี ลูกปืนดี แถมติดตั้งแน่น เดินท่อไม่ฝืนแรงดูด อยู่ได้นานกว่านั้นชัดเจน

สรุป
- พัดลมดูดอากาศ ส่วนใหญ่กินไฟไม่เยอะ เพราะวัตต์ต่ำ (มักอยู่หลักสิบวัตต์)
- เปิดทั้งคืนได้ และค่าไฟเพิ่มมักอยู่ระดับ “หลักสิบบาทต่อเดือน” ถ้าเป็นพัดลมบ้านทั่วไป
- แต่การเปิดทั้งคืน “จะคุ้มไหม” ขึ้นกับว่าบ้านคุณแก้ถูกจุดหรือยัง: เรื่องท่อ เรื่องลมเข้า และเรื่องกลิ่นย้อน
- ถ้าอยากคุ้มที่สุด แนะนำใช้ Timer/เซนเซอร์ความชื้น หรือเปิดหลังใช้งาน 20–30 นาทีแทน
- ถ้าเจอ กลิ่นย้อน ให้มองหา วาล์วกันย้อน และตรวจระบบท่อก่อนเสมอ
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณบอกผมได้ว่าเป็น ห้องน้ำหรือห้องครัว, ขนาดห้องประมาณเท่าไหร่, และเป็น ติดผนัง/ติดฝ้า/ต่อท่อ ผมช่วยประเมินแนวทางเปิดที่เหมาะสม (และจุดที่ควรระวัง) ให้แบบจับต้องได้มากขึ้นครับ
