หลายๆคนเวลาเลือกซื้อ พัดลมดูดอากาศ จากขนาดใบพัด เช่น 6, 8, 10 นิ้ว หรือดูจากขนาดช่องติดตั้งเดิม เพราะเป็นตัวเลขที่เทียบง่าย แต่พอติดตั้งจริง กลับพบว่าพัดลมหมุนปกติ แต่กลิ่นยังไม่หาย ห้องน้ำยังชื้น ครัวยังอับอยู่เหมือนเดิม สาเหตุคือ ขนาดใบพัดไม่ได้บอกโดยตรงว่า พัดลมดูดอากาศ ได้มากแค่ไหน พัดลมดูดอากาศ ขนาดเท่ากันอาจให้ปริมาณลมต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปทรงใบพัด ความเร็วรอบ มอเตอร์ และความสามารถในการต้านแรงต้านจากท่อ
ตัวเลขที่ควรดูจริง ๆ คือ ปริมาณลม ซึ่งมีหน่วยเป็น CMH หรือ CFM ส่วนการหาว่าห้องต้องใช้ปริมาณลมเท่าไร? ต้องเริ่มจากปริมาตรห้อง แล้วกำหนดว่าต้องการเปลี่ยนอากาศกี่ครั้งต่อชั่วโมง (ค่า ACH)
ปริมาตรห้อง × จำนวนครั้งที่ต้องการเปลี่ยนอากาศต่อชั่วโมง = ปริมาณลมที่พัดลมควรทำได้
แม้สูตรจะไม่ซับซ้อน แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องรู้เพิ่ม เช่น ควรใช้ค่า ACH เท่าไร? CMH กับ CFM ต่างกันยังไง? ห้องฝ้าสูงคำนวณต่างจากปกติไหม และทำไม พัดลมดูดอากาศ ที่มีค่า CMH ตรงตามสูตร อาจดูดลมได้จริงน้อยกว่าที่คำนวณไว้ ในบทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่พื้นฐาน พร้อมตัวอย่างคำนวณทีละขั้น เพื่อให้เลือกซื้อ พัดลมดูดอากาศ ด้ง่ายขึ้น!
CMH พัดลมดูดอากาศ คืออะไร?
CMH ย่อมาจาก (Cubic Meter per Hour) หรือ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เป็นหน่วยบอกว่า พัดลมดูดอากาศ เคลื่อนย้ายอากาศได้กี่ลูกบาศก์เมตรใน 1 ชั่วโมง เช่น พัดลมดูดอากาศ ที่ระบุ 300 CMH หมายความว่าภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตทดสอบ พัดลมเคลื่อนย้ายอากาศได้ราว 300 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
ตัวเลข CMH ไม่ได้บอกขนาดห้องที่ พัดลมดูดอากาศ รองรับโดยตรง เพราะห้องขนาด 300 ลูกบาศก์เมตรไม่จำเป็นต้องใช้พัดลม 300 CMH เสมอไป ถ้าต้องการเปลี่ยนอากาศหลายรอบต่อชั่วโมง ก็ต้องใช้พัดลมที่มีค่า CMH สูงกว่านั้น ลองดูตัวอย่างห้องขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร
- ใช้ พัดลมดูดอากาศ 50 CMH → เปลี่ยนอากาศครบ 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (เท่ากับ 1 ACH)
- ต้องการเปลี่ยนอากาศ 8 รอบต่อชั่วโมง → ต้องใช้พัดลมประมาณ 50 × 8 = 400 CMH
ดังนั้น ตัวเลข CMH บนสเปกพัดลมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องนำไปเทียบกับปริมาตรห้องและความถี่ในการเปลี่ยนอากาศที่ต้องการด้วย
แล้ว CFM ต่างจาก CMH อย่างไร?
พัดลมดูดอากาศ บางยี่ห้อใช้หน่วย CFM (Cubic Feet per Minute หรือลูกบาศก์ฟุตต่อนาที) แทน CMH โดย CMH และ CFM วัดสิ่งเดียวกันคือปริมาณอากาศที่เคลื่อนย้ายได้ต่อเวลา เพียงแต่ใช้หน่วยปริมาตรและช่วงเวลาต่างกัน ค่าแปลงโดยประมาณ
- 1 CFM ≈ 1.699 CMH
- 1 CMH ≈ 0.589 CFM
(คำนวณจาก 1 ฟุต = 0.3048 เมตร ตามระบบหน่วยสากล)
ตัวอย่าง
- พัดลมดูดอากาศ 100 CFM ≈ 170 CMH
- พัดลมดูดอากาศ 150 CFM ≈ 255 CMH
- พัดลมดูดอากาศ 300 CMH ≈ 177 CFM
- พัดลมดูดอากาศ 500 CMH ≈ 294 CFM
หากต้องเปรียบเทียบ พัดลมดูดอากาศ หลายรุ่น ควรแปลงให้เป็นหน่วยเดียวกันก่อนเสมอ ห้ามนำตัวเลข CMH ไปเทียบกับ CFM ตรง ๆ เพราะจะเข้าใจผิดว่าพัดลมรุ่นหนึ่งแรงกว่าอีกรุ่นหลายเท่าทั้งที่จริงแล้วใกล้เคียงกัน

เริ่มต้นจากการหาปริมาตรห้อง
ก่อนคำนวณข พัดลมดูดอากาศ ต้องรู้ปริมาตรอากาศในห้องก่อน สำหรับห้องทรงสี่เหลี่ยม ใช้สูตรด้านล่างนี้
ปริมาตรห้อง = ความยาว × ความกว้าง × ความสูง (หน่วยเมตร ผลลัพธ์เป็นลูกบาศก์เมตร หรือ m³)
ตัวอย่าง ห้องน้ำกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5 เมตร สูง 2.6 เมตร → 2 × 2.5 × 2.6 = 13 ลูกบาศก์เมตร
นั่นคือปริมาตรอากาศในห้อง ไม่ใช่พื้นที่พื้น 5 ตารางเมตร ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ หลายคนคำนวณแค่กว้าง×ยาว (พื้นที่พื้น) แล้วนำไปเลือก พัดลมดูดอากาศ เลย โดยลืมคูณความสูง ทำให้ประเมินปริมาณอากาศต่ำกว่าความจริง
ห้องที่พื้นที่พื้นเท่ากัน แต่ฝ้าสูงต่างกัน ปริมาตรอากาศก็ต่างกันมาก เช่น ห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร (พื้นที่พื้น 20 ตร.ม.)
- สูง 2.5 เมตร → 4×5×2.5 = 50 ลบ.ม.
- สูง 5 เมตร (ห้องโถง) → 4×5×5 = 100 ลบ.ม.
แม้พื้นที่พื้นเท่ากัน แต่ห้องโถงมีปริมาตรอากาศมากกว่าถึงสองเท่า หากต้องการค่า ACH เท่ากัน ก็ต้องใช้พัดลมที่มีปริมาณลมมากขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน
สูตรคำนวณ CMH จากปริมาตรห้อง
เมื่อรู้ปริมาตรห้องและค่า ACH ที่ต้องการแล้ว คำนวณปริมาณลมได้จากสูตร
ปริมาณลมที่ต้องการ (CMH) = ปริมาตรห้อง (m³) × ACH
ตัวอย่าง ห้องปริมาตร 40 ลบ.ม. ต้องการเปลี่ยนอากาศ 6 รอบ/ชั่วโมง → 40 × 6 = 240 CMH
พัดลมดูดอากาศ ที่เลือกจึงควรให้ปริมาณลมจริงไม่น้อยกว่า 240 CMH ภายใต้สภาพการติดตั้งจริง หากต้องการคำนวณเป็น CFM ใช้สูตร CFM = ปริมาตรห้อง (ลูกบาศก์ฟุต) × ACH ÷ 60
ที่ต้องหาร 60 เพราะ CFM คือปริมาณลมต่อนาที ในขณะที่ ACH นับเป็นรอบต่อชั่วโมง
สำหรับคนไทยเรา การวัดห้องเป็นเมตรแล้วคำนวณเป็น CMH มักสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องแปลงหน่วยเป็นฟุต และพัดลมที่ขายในไทยส่วนใหญ่ก็ระบุค่า CMH ไว้ในสเปกอยู่แล้ว
ควรใช้ค่า ACH เท่าไร?
นี่คือส่วนที่ต้องระวังที่สุด เพราะค่า ACH ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกห้อง แม้ขนาดห้องจะเท่ากัน แต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของ ห้องทำงาน ห้องเครื่อง และครัว มีแหล่งความชื้น กลิ่น ความร้อน และมลพิษต่างกัน จึงต้องการอัตราระบายอากาศไม่เท่ากัน ค่า ACH ที่เหมาะสมยังขึ้นกับจำนวนคนใช้งาน ระยะเวลาการใช้ สภาพอากาศภายนอก ประเภทมลพิษ และข้อบังคับอาคารด้วย
มาตรฐาน ASHRAE 62.1 ใช้กับอาคารพาณิชย์ ส่วน 62.2 ใช้กับที่พักอาศัย โดยฉบับปี 2025 พิจารณาทั้งปริมาณอากาศ การระบายเฉพาะจุด การควบคุมแหล่งมลพิษ และการกรองอากาศ ไม่ได้ใช้ค่า ACH ตัวเดียวกับทุกพื้นที่
ดังนั้น ตาราง ACH ที่พบทั่วไปควรใช้เป็นเพียง ค่าเริ่มต้นสำหรับประมาณการ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายหรือใช้แทนกฎหมายอาคาร Greenheck แนะนำให้เลือกจาก จำนวนนาทีต่อการเปลี่ยนอากาศหนึ่งรอบ และควรตรวจข้อกำหนดท้องถิ่น พร้อมปรับตามภูมิอากาศและความหนักของการใช้งาน พื้นที่อากาศร้อนหรือใช้งานหนักอาจต้องเปลี่ยนอากาศเร็วขึ้น
สำหรับห้องน้ำขนาดเล็ก HVI แนะนำประมาณ 1 CFM ต่อพื้นที่พื้น 1 ตารางฟุต ซึ่งใกล้เคียงกับ ACH ราว 8 รอบ/ชั่วโมง (ในห้องฝ้าสูงทั่วไป) และแนะนำให้เปิด พัดลมดูดอากาศ ทำงานต่อหลังใช้ห้องน้ำ เพื่อระบายความชื้นที่ยังค้างอยู่

ตัวอย่างการคำนวน พัดลมดูดอากาศ ห้องทำงานทั่วไป
ห้องทำงานขนาด กว้าง 5 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 2.8 เมตร ปริมาตร = 5 × 6 × 2.8 = 84 ลบ.ม.
สมมติใช้ค่าเริ่มต้น 6 ACH → 84 × 6 = 504 CMH
แต่ห้องทำงานไม่ควรดูแค่ปริมาตรอย่างเดียว เพราะจำนวนผู้ใช้งานมีผลมาก ห้องขนาดเดียวกันถ้ามีคน 2 คน กับ 15 คน ความต้องการอากาศภายนอกย่อมต่างกันมาก
การออกแบบระบบปรับอากาศในสำนักงานจึงมักอิงตามจำนวนคนและพื้นที่ตามมาตรฐานเฉพาะ ไม่ใช่ใช้ ACH เพียงตัวเดียว ค่า 504 CMH ที่คำนวณได้จึงใช้เป็นตัวเลขประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การยืนยันว่าระบบผ่านมาตรฐานคุณภาพอากาศสำหรับผู้ใช้งานจริง
สรุป วิธีคำนวณ พัดลมดูดอากาศ จาก CMH
การคำนวณง่าย ๆ เริ่มจากหาปริมาตรห้อง (กว้าง × ยาว × สูง) แล้วคูณด้วยค่า ACH ที่ต้องการ
CMH = กว้าง × ยาว × สูง × ACH
ตัวอย่าง ห้อง 3×4×2.7 เมตร ต้องการ 8 ACH → 3×4×2.7×8 = 259.2 CMH → ควรเลือกพัดลมอย่างน้อย 260 CMH
แต่ตัวเลขนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ต้องดูเพิ่มว่าติดผนังหรือต่อท่อ ท่อยาวแค่ไหน มีข้องอกี่จุด มีตะแกรง/บานปิดไหม และมีช่องอากาศเข้าทดแทนพอหรือไม่ อย่าเลือกพัดลมจากขนาดใบพัด วัตต์ หรือพื้นที่ห้องอย่างเดียว เพราะบอกปริมาณลมจริงไม่ได้
เมื่อดูทั้ง CMH ปริมาตรห้อง ACH และเส้นทางลมร่วมกัน จะเลือก พัดลมดูดอากาศ ได้ตรงความต้องการ ลดปัญหาดูดไม่ออก ห้องยังอับ หรือได้ พัดลมดูดอากาศ ใหญ่เกินจำเป็นจนเปลืองไฟและเสียงดัง
